เลซิติน คือ สารประกอบที่มีความซับซ้อนซึ่งจัดเป็นไขมัน เรียกว่า “ฟอสโฟลิพิด” (Phospholipid) หรือมีชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า เลซิติน ฟอสโฟลิพิด ฟอสฟาติดิลโคลีน ซึ่งมีน้ำหนักใกล้เคียงกับไตรกลีเซอไรด์ และมีโครงสร้างแยกออกเป็น 5 ส่วน คือ กรดไขมันอิ่มตัว กรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง (กรดไขมันจำเป็น) เกลือฟอสเฟตแอลกอฮอล์ และกลีเซอรอล นอกจากนี้ มักพบโมเลกุล ของวิตามินบีรวมอยู่ด้วย เช่น โคลีน (Choline) อิโนซิทอล (Inosital) รวมถึงกรดอะมิโนบางชนิด ทำให้เลซิตินมีคุณค่า
ทางโภชนาการจากสารอาหารต่างๆ ที่ประกอบอยู่นั่นเอง
เลซิตินมีลักษณะเป็นสารอิมัลซิไฟเออร์ (Emulsifier) ที่ทำให้น้ำและน้ำมันละลายเข้ากันได้ ด้วยคุณสมบัตินี้จึงทำให้ไขมันแขวนลอยในน้ำได้ดีขึ้น นอกจากนี้ เลซิตินยังเป็น ส่วนประกอบของผนังเซลล์ทุกชนิดและอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย ทั้งยังเป็น
องค์ประกอบของน้ำดีอีกด้วย
บทบาทของเลซิตินที่มีต่อการลดอัตราความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดจะอยู่ที่กลไกที่มีผลต่อโคเลสเตอรอลนั่นเองจากการศึกษาโดยการให้เลซิตินแก่ ผู้ที่อยู่ในภาวะไขมันสูงภายใต้เงื่อนไขและระยะเวลาที่ควบคุมพบว่า ระดับ ไลโปโปรตีนชนิดแอลดีแอลลดลง ในขณะที่เอชดีแอลสูงขึ้น
โดยกลไกดังกล่าวสามารถอธิบายได้จากคุณสมบัติของเลซิตินดังนี้
ลดการดูดซึมของโคเลสเตอรอลในทางเดินอาหาร กลไกการเพิ่มการสร้างน้ำดีจากโคเลสเตอรอล เลซิตินจะมีผลต่อการดูดกลับน้ำดี ในทางเดินอาหารให้ลดลง โดยดึงโคเลสเตอรอลในเลือด ที่เป็นองค์ประกอบการ สร้างน้ำดีมาใช้เพิ่มขึ้น ผลก็คือการขนส่งโคเลสเตอรอลจากเลือดไปสู่ตับเพิ่มขึ้น เลซิตินยังส่งผลต่อไตรกลีเซอไรด์ ในกระบวนการเร่งการสลายอีกด้วย การขนส่งโคเลสเตอรอลในเลือดสะดวกขึ้น ทำให้ลดความเสี่ยงของ โคเลสเตอรอล ที่จะเกาะตามผนังหลอดเลือดได้
นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยศึกษากลไกของเลซิตินกับการลดโคเลสเตอรอลในแง่ของการสร้างเอชดีแอล การลดการเกิดไขมัน บนผนังหลอดเลือด ซึ่งล้วนอยู่ในขั้นการศึกษาและหาข้อสรุปยืนยันทางการแพทย์อยู่
ในถุงน้ำดีจะมีน้ำดีอยู่ น้ำดีประกอบด้วยส่วนประกอบสำคัญ 3 ส่วน คือ กรดน้ำดี เลซิติน และโคเลสเตอรอลกับเม็ดสีที่ทำ ให้เกิดเป็นสีเขียว เลซิตินในน้ำดีจะทำหน้าที่ 2 ประการคือ ช่วยเผาผลาญไขมันและควบคุมโคเลสเตอรอล เลซิตินในน้ำดี จะละลายไขมันทำให้แตกตัวเป็นอณูเล็กๆ ที่สามารถย่อยได้และร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ประโยชน์ได้ น้ำดีจะต้อง อาศัยเลซิติน ซึ่งจัดเป็นสารอิมัลซิไฟเออร์ที่ช่วยทำให้โคเลสเตอรอลไม่ตกตะกอนในน้ำเลือด และเมื่อใดที่ปริมาณเลซิติน กับโคเลสเตอรอลไม่สัมพันธ์กัน ก็จะทำให้เกิดการก่อตัวและตกตะกอนของโคเลสเตอรอลในถุงน้ำดีจนทำให้เกิดเป็นนิ่ว
ในถุงน้ำดีได้
องค์ประกอบของเยื่อบุผิวของเซลล์สมองและประสาท รวมทั้งสารสื่อนำกระแส ประสาท (Neurotransmitter) ชื่อ “อะเซติลโคลีน” ล้วนแล้วแต่มีเลซิตินเป็น องค์ประกอบทั้งสิ้น โดยเฉพาะสารโคลีนในเลซิตินจัดเป็น ส่วนประกอบของ สารสื่อนำกระแสประสาท ถ้าขาดสารสื่อกระแสประสาทจะทำให้ร่างกาย ตอบสนองต่อสิ่งเร้าต่างๆ อย่างเชื่องช้า เลซิตินยังอาจทำให้มีการเรียนรู้ดีขึ้น และมีความจำที่ดี รวมทั้งเป็นแหล่งพลังงานสำหรับผู้ที่มีความเครียดสูง จากการศึกษาเลซิตินต่อผลการทำงานของสมองในผู้ป่วยอัลไซเมอร์ (โรคที่มี อาการหลงจนถึงพฤติกรรมเปลี่ยนแปลง) พบว่าการเสริมเลซิตินในขนาดควบคุม ให้ผลในเชิงพฤติกรรมที่เป็นบวก อย่างไรก็ตาม ยังต้องการข้อพิสูจน์และการศึกษาเพิ่มเติมอีก
จากการศึกษาของไลเบอร์ (Lieber) และคณะในปี1994 ให้ข้อมูลว่า ลิงบาบูนที่มีปัญหาการสะสมไขมันในตับและตับแข็งอันเป็น ผลมาจากแอลกอฮอล์ หากได้รับการเสริมเลซิตินชนิดที่มีฟอสฟาติดิลโคลีน ซึ่งมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูงจะสามารถบรรเทาอาการ ลงได้ นอกจากนี้ การเสริมเลซิตินยังสามารถชะลอปัญหาการสะสมไขมันในตับของลิงบาบูน อันจะนำไปสู่ปัญหาตับแข็งใน ภายหลัง ซึ่งการศึกษานี้จะต้องทำการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมในมนุษย์ต่อไป
การควบคุมไลโปโปรตีนที่ขนส่งโคเลสเตอรอล คือ “แอลดีแอล” (LDL) และ “เอชดีแอล” (HDL) กลไกของเลซิตินต่อการควบคุมโคเลสเตอรอลมีดังนี้
ลดการดูดซึมของโคเลสเตอรอลในทางเดินอาหารออกทางลำไส้ใหญ่
และขับถ่ายออกไป
เลซิตินจะมีส่วนในการสร้างไลโปโปรตีนและเร่งปฏิกิริยาการขนย้ายโคเลสเตอรอลออกจากกระแสเลือด
เลซิตินเป็นองค์ประกอบหนึ่งในการสร้างโมเลกุลที่มีบทบาทสำคัญต่อร่างกาย เช่น เอนไซม์ ฮอร์โมน สารเคมี ระบบภูมิคุ้มกันบางชนิด การแข็งตัวของเลือด เป็นต้น
เลซิตินเป็นองค์ประกอบหนึ่งในการสร้างโมเลกุลที่มีบทบาทสำคัญต่อร่างกาย เช่น เอนไซม์ ฮอร์โมน สารเคมี ระบบภูมิคุ้มกันบางชนิด การแข็งตัวของเลือด เป็นต้น
เลซิตินจะถูกใช้ในการสร้างเยื่อบุผิวเซลล์ต่างๆ เช่น เซลล์เม็ดเลือด เซลล์กล้ามเนื้อ
เซลล์ผิวหนัง รวมถึงเซลล์ของอวัยวะต่างๆ อีกด้วย
วิตามินแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ วิตามินที่ละลายในน้ำและวิตามินที่ละลายในไขมัน การรับประทานเลซิตินจะช่วยให้ร่างกายสามารถนำวิตามินที่ละลายในไขมัน เช่น วิตามินเอ ดี อี และเค ดูดซึมและนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เลซิติน
1. เป็นสารต้านการเกิดอนุมูลอิสระหรือสารแอนติออกซิแดนท์ ช่วยป้องกันเซลล์ หรือเนื้อเยื่อในร่างกายมิให้ถูกอนุมูลอิสระทำลาย ทำให้ช่วยชะลอความร่วงโรย ของผิวพรรณ และช่วยลดความเสี่ยงต่อการ เกิดโรคต่างๆ เช่น ต้อกระจกโรคหัวใจ เป็นต้น
2. ทำให้หลอดเลือดยืดหยุ่นได้ดีขึ้น ส่งผลให้เลือดไหลเวียนทั่วร่างกายได้ดีขึ้น
3. จากการวิจัยพบว่า วิตามินอีมีส่วนเกี่ยวข้องกับระบบสืบพันธุ์ โดยอาจลดโอกาสของการเป็นหมัน
4. ช่วยมิให้เลือดแข็งตัวและลดการเกิดลิ่มเลือด