วันศุกร์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2556


กระเทียม
เป็นเครื่องเทศและพืชสมุนไพรเก่าแก่ที่รู้จักมานานมากกว่า 6,000 ปี ไม่ว่าจะเป็นชาวอารยธรรมโบราณอย่างชาวอียิปต์ ที่ให้คนงานรับประทานกระเทียมเพื่อเพิ่มพละกำลังระหว่างการสร้างพีระมิด1 อินเดียและจีนที่ตระหนักถึงคุณค่าทางสารอาหารของกระเทียมและนำมาใช้เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์และรักษาโรคต่างๆ จนกระทั่งในปัจจุบัน
กระเทียมก็ยังคงเป็นเครื่องปรุงหรืออาหารที่ได้รับความนิยมจากคนทั่วโลก
     ในกระเทียม 100 กรัม ให้พลังงาน 149 กิโลแคลอรี (kcal) และให้คุณค่าทางอาหารดังนี้ น้ำ58.6กรัมฟอสฟอรัส153มิลลิกรัม คาร์โบไฮเดรต33.1กรัมโพแทสเซียม401มิลลิกรัม โปรตีน6.4กรัมซีลีเนียม14.2ไมโครกรัม ไขมัน0.5กรัมวิตามินซี31.2มิลลิกรัม แคลเซียม181มิลลิกรัมโฟเลท3.1ไมโครกรัม แมกนีเซียม25มิลลิกรัมใยอาหาร2.1กรัม
นอกจากนี้ยังมีไฟโตนิวเทรียนท์หลายชนิด ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ไฟโตนิวเทรียนท์ในกลุ่มออร์แกโนซัลเฟอร์ (Organosulfur) ได้แก่
สารอัลลิซิน (Allicin) ที่เป็นองค์ประกอบหลักของไฟโตนิวเทรียนท์ ที่ให้กลิ่นเฉพาะตัว
ของกระเทียม โดยน้ำหนักกระเทียม 1 กรัม จะพบประมาณ 4.38-4.65 มิลลิกรัม
ทั้งนี้ปริมาณสารประกอบที่พบในกระเทียมมีปริมาณมากหรือน้อยแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับ
ชนิดพันธุ์ ลักษณะดินที่ปลูก สภาพอากาศ และช่วงเวลาเก็บเกี่ยว
 
 เดิมทีกระเทียมจะไม่มีกลิ่นฉุน แต่ในเนื้อกระเทียมมีสารเคมีที่ชื่อว่า อัลลิอิน (Alliin)
อยู่ในปริมาณมาก เมื่อกระเทียมถูกตัดหรือทำให้เกิดรอยช้ำ สารเคมีกับเอนไซม์ในกลีบ
กระเทียมจะทำปฏิกิริยาเปลี่ยนสารอัลลิอินให้กลายเป็นสารอัลลิซิน4 ซึ่งก่อให้เกิดกลิ่น
เฉพาะตัวในที่สุด
 
 สารสกัดกระเทียมและสารประกอบในกลุ่มออร์แกโนซัลเฟอร์ สามารถกระตุ้น
การทำงานของเอนไซม์ที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระในตับ เช่น กลูทาไธโอนเปอร์-
ออกซิเดส (Glutathione Peroxidase) คะตาเลส (Catalase)
ซูเปอร์ออกไซด์ดิสมิวเตส (Superoxide Dismutase)5 ซึ่งผลจากการ
ทดลองในสัตว์พบว่า กระเทียมสามารถลดอาการข้างเคียงของยาไซโคลสปอริน
ที่มีฤทธิ์กดภูมิคุ้มกันของผู้ปลูกถ่ายอวัยวะ และทำให้เกิดพิษต่อไตและตับ
 
 กระเทียมช่วยป้องกันการเกิดไข้หวัดและช่วยลดอาการของไข้หวัด จากการศึกษาเปรียบเทียบพบว่า
ผู้รับประทานกระเทียมที่มีสารอัลลิซิน 180 มิลลิกรัมต่อวันเป็นเวลานาน 12 สัปดาห์ จะมีจำนวนวัน
ที่เป็นไข้น้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้รับประทานกระเทียม แต่จำนวนวันที่หายขาดจากอาการไข้หวัดนั้น
ไม่แตกต่างกัน
 
 กระเทียมรูปแบบต่างๆ เช่น น้ำมัน ผงแห้งและกระเทียมสด ต่างก็มีผลต่อการลด
ระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือด เนื่องจากสารเอส-อัลลิล-แอล-ซีสเทอีน ในกระเทียม
จะช่วยกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนอินซูลินจากตับอ่อนมากขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มความ
สามารถในการควบคุมระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดได้ดียิ่งขึ้น
• สารอัลลิซินในกระเทียมช่วยยับยั้งกระบวนการสร้างน้ำตาลกลูโคสจากตับ
   ส่งผลให้การเพิ่มระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดลดลง10
• เมื่อไฟโตนิวเทรียนท์ในกลุ่มออร์แกโนซัลเฟอร์ ดูดซึมสู่กระแสเลือดก็จะ
   ขัดขวางการรวมตัวของน้ำตาลกลูโคสกับเม็ดเลือดแดงฮีโมโกลบิน และ
   ขัดขวางการรวมตัวของน้ำตาลกลูโคสกับโปรตีนที่อยู่บริเวณผนัง
   หลอดเลือดแดงทั้งในไตและหัวใจ จึงช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดการ
   อุดตันหลอดเลือด โรคไตและโรคหัวใจของผู้ป่วยเบาหวาน11
• มีการศึกษาว่า หากผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 รับประทานกระเทียมอัดเม็ด
   ขนาด 300 มิลลิกรัม 2 ครั้งต่อวัน จะมีระดับน้ำตาลกลูโคสหลังอดอาหาร
   ลดลงถึง 32% และมีระดับไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) ลดลง 22%
   เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ไม่ได้รับประทานกระเทียม
   อัดเม็ด12ทั้งนี้การรับประทานกระเทียมอัดเม็ดเพื่อลดระดับน้ำตาลกลูโคส
   และไขมันในหลอดเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ป่วยโรคเบาหวานจำเป็น
   ต้องควบคุมอาหารและออกกำลังกายควบคู่กัน
 
 • กระเทียมกระตุ้นให้ระบบไหลเวียนโลหิตเพิ่มการขนส่งสารอาหารสู่อวัยวะ
   ต่างๆ ที่ทำงานหนักและอ่อนล้า โดยเฉพาะสมอง ปอด กล้ามเนื้อ และหัวใจ
• กระเทียมช่วยกระตุ้นให้กล้ามเนื้อขจัดของเสียที่เกิดขึ้นจากใช้งานหนักเป็น
   เวลานาน ช่วยทำให้กล้ามเนื้อคลายตัว ทำให้ร่างกายรู้สึกสบาย ช่วยฟื้นฟู
   สภาพร่างกายเมื่อเกิดความอ่อนล้า
 
 • จากการรวบรวมงายวิจัยพบว่า เมื่อผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงรับประทาน
   กระเทียมทั้งในรูปสารสกัดผงแห้ง และน้ำมันกระเทียม ขนาดตั้งแต่ 600-
   2,400 มิลลิกรัมต่อวัน ต่อเนื่องอย่างน้อย 12 สัปดาห์ พบว่ามีค่าความดัน
   ซิสโตลิก (Systolic Blood Pressure) ลดลงเฉลี่ย 8.6 มิลลิเมตร-
   ปรอท และค่าความดันไดแอสโตลิก (Diatolic Blood Pressure)
   ลดลงเฉลี่ย 7.3 มิลลิเมตรปรอท เมื่อเทียบกับผู้เป็นโรคความดันโลหิตสูง
   ที่ไม่ได้รับประทานกระเทียม
 
 • จากการวิจัยพบว่า การรับประทานกระเทียมติดต่อกันอย่างน้อย 4 สัปดาห์
   จะช่วยลดระดับโคเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ในเลือด
   อย่างไรก็ตาม เพื่อลดระดับโคเลสเตอรอลได้อย่างมีประสิทธิภาพจำเป็น
   ต้องควบคุมอาหารและการออกกำลังกายร่วมกันเป็นประจำ
 
 • เอนไซม์ไซโคลออกซีจีเนส (Cyclooxygenase) ในกระเทียม ซึ่งเป็น
   เอนไซม์ที่มีบทบาทในการสังคราะห์พรอสตาแกลนดิน (Prostaglandin)
   จะทำหน้าที่กระตุ้นให้เกิดการเกาะกลุ่มกันของเกล็ดเลือด
 
 หากร่างกายมีระดับโฮโมซีสเทอีน (Homocysteine) ในเลือดที่สูงเกินไป
จะเป็นสาเหตุทำให้หลอดเลือดได้รับความเสียหายและเกิดก้อนเลือดอุดตัน
ในหลอดเลือด เพิ่มโอกาสเสี่ยงในการเกิดภาวะหลอดเลือดในสมองแตก
(Brain Stroke) ทั้งนี้การรับประทานกระเทียมจะช่วยลดระดับโฮโมซีสเทอีน
ในเลือดได้ในภาวะการขาดโฟลิก17 หากรับประทานกระเทียมเป็นประจำช่วย
ชะลอการเกิดภาวะแคลเซียมสะสมในหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งภาวะนี้เป็นปัจจัยหนึ่ง
ที่ทำให้หลอดเลือดแดงหัวใจแข็ง
 
 การรับประทานกระเทียมอาจทำให้มีลมหายใจและกลิ่นตัวเหม็น ด้วยเหตุนี้บริษัทผู้ผลิตอาหาร
และยาบางรายจะผสมชะเอมเทศหรือลิคอริซ (Liquorice) เพื่อกลบกลิ่นและรสชาติที่ไม่พึง
ประสงค์ และยังสามารถให้ประโยชน์ทางยาอีกด้วย เช่น รากหรือเหง้าของชะเอมเทศมีสาร
ในกลุ่มไกลเซอร์ไรซิน (Glycyrrhizin) ที่มีสรรพคุณช่วยดับกระหาย มีฤทธิ์รักษาแผลใน
กระเพาะอาหาร ต้านเชื้อไวรัส และปกป้องตับจากการทำลายของอนุมูลอิสระ
 
 • การรับประทานกระเทียมปริมาณมากในขณะท้องว่างอาจทำให้แสบกระเพาะอาหาร
   คลื่นไส้และท้องอืดได้ บางคนเมื่อผิวหนังสัมผัสกระเทียมอาจเกิดการระคายเคือง
   แพ้ มีอาการคันและมีผื่นแดงได้

• การรับประทานกระเทียมปริมาณมากติดต่อกันนานเกิน 10 วัน จะเพิ่มโอกาสเสี่ยงการเกิด
   ภาวะเลือดแข็งตัวช้า โดยเฉพาะผู้ป่วยที่รับประทานยาในกลุ่มต้านการแข็งตัวของเลือด
   ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานกระเทียม เนื่องจากกระเทียมอาจเสริมฤทธิ์ให้เลือดแข็งตัวช้า
   และไหลไม่หยุดหากเกิดบาดแผล

• เด็กและสตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทานกระเทียมในปริมาณสูง เช่นเดียวกับผู้ป่วยโรคไต
   และตับที่ควรปรึกษาแพทย์ก่อนการรับประทานกระเทียมติดต่อกันเป็นเวลานาน
 

เลซิตินอี


เลซิติน คือ สารประกอบที่มีความซับซ้อนซึ่งจัดเป็นไขมัน เรียกว่า “ฟอสโฟลิพิด” (Phospholipid) หรือมีชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า เลซิติน ฟอสโฟลิพิด ฟอสฟาติดิลโคลีน ซึ่งมีน้ำหนักใกล้เคียงกับไตรกลีเซอไรด์ และมีโครงสร้างแยกออกเป็น 5 ส่วน คือ กรดไขมันอิ่มตัว กรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง (กรดไขมันจำเป็น) เกลือฟอสเฟตแอลกอฮอล์ และกลีเซอรอล นอกจากนี้ มักพบโมเลกุล ของวิตามินบีรวมอยู่ด้วย เช่น โคลีน (Choline) อิโนซิทอล (Inosital) รวมถึงกรดอะมิโนบางชนิด ทำให้เลซิตินมีคุณค่า
ทางโภชนาการจากสารอาหารต่างๆ ที่ประกอบอยู่นั่นเอง
  เลซิตินมีลักษณะเป็นสารอิมัลซิไฟเออร์ (Emulsifier) ที่ทำให้น้ำและน้ำมันละลายเข้ากันได้ ด้วยคุณสมบัตินี้จึงทำให้ไขมันแขวนลอยในน้ำได้ดีขึ้น นอกจากนี้ เลซิตินยังเป็น ส่วนประกอบของผนังเซลล์ทุกชนิดและอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย ทั้งยังเป็น
องค์ประกอบของน้ำดีอีกด้วย
  บทบาทของเลซิตินที่มีต่อการลดอัตราความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดจะอยู่ที่กลไกที่มีผลต่อโคเลสเตอรอลนั่นเองจากการศึกษาโดยการให้เลซิตินแก่ ผู้ที่อยู่ในภาวะไขมันสูงภายใต้เงื่อนไขและระยะเวลาที่ควบคุมพบว่า ระดับ ไลโปโปรตีนชนิดแอลดีแอลลดลง ในขณะที่เอชดีแอลสูงขึ้น

โดยกลไกดังกล่าวสามารถอธิบายได้จากคุณสมบัติของเลซิตินดังนี้
ลดการดูดซึมของโคเลสเตอรอลในทางเดินอาหาร กลไกการเพิ่มการสร้างน้ำดีจากโคเลสเตอรอล เลซิตินจะมีผลต่อการดูดกลับน้ำดี ในทางเดินอาหารให้ลดลง โดยดึงโคเลสเตอรอลในเลือด ที่เป็นองค์ประกอบการ สร้างน้ำดีมาใช้เพิ่มขึ้น ผลก็คือการขนส่งโคเลสเตอรอลจากเลือดไปสู่ตับเพิ่มขึ้น เลซิตินยังส่งผลต่อไตรกลีเซอไรด์ ในกระบวนการเร่งการสลายอีกด้วย การขนส่งโคเลสเตอรอลในเลือดสะดวกขึ้น ทำให้ลดความเสี่ยงของ โคเลสเตอรอล ที่จะเกาะตามผนังหลอดเลือดได้
  นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยศึกษากลไกของเลซิตินกับการลดโคเลสเตอรอลในแง่ของการสร้างเอชดีแอล การลดการเกิดไขมัน บนผนังหลอดเลือด ซึ่งล้วนอยู่ในขั้นการศึกษาและหาข้อสรุปยืนยันทางการแพทย์อยู่

  ในถุงน้ำดีจะมีน้ำดีอยู่ น้ำดีประกอบด้วยส่วนประกอบสำคัญ 3 ส่วน คือ กรดน้ำดี เลซิติน และโคเลสเตอรอลกับเม็ดสีที่ทำ ให้เกิดเป็นสีเขียว เลซิตินในน้ำดีจะทำหน้าที่ 2 ประการคือ ช่วยเผาผลาญไขมันและควบคุมโคเลสเตอรอล เลซิตินในน้ำดี จะละลายไขมันทำให้แตกตัวเป็นอณูเล็กๆ ที่สามารถย่อยได้และร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ประโยชน์ได้ น้ำดีจะต้อง อาศัยเลซิติน ซึ่งจัดเป็นสารอิมัลซิไฟเออร์ที่ช่วยทำให้โคเลสเตอรอลไม่ตกตะกอนในน้ำเลือด และเมื่อใดที่ปริมาณเลซิติน กับโคเลสเตอรอลไม่สัมพันธ์กัน ก็จะทำให้เกิดการก่อตัวและตกตะกอนของโคเลสเตอรอลในถุงน้ำดีจนทำให้เกิดเป็นนิ่ว
ในถุงน้ำดีได้
  องค์ประกอบของเยื่อบุผิวของเซลล์สมองและประสาท รวมทั้งสารสื่อนำกระแส ประสาท (Neurotransmitter) ชื่อ “อะเซติลโคลีน” ล้วนแล้วแต่มีเลซิตินเป็น องค์ประกอบทั้งสิ้น โดยเฉพาะสารโคลีนในเลซิตินจัดเป็น ส่วนประกอบของ สารสื่อนำกระแสประสาท ถ้าขาดสารสื่อกระแสประสาทจะทำให้ร่างกาย ตอบสนองต่อสิ่งเร้าต่างๆ อย่างเชื่องช้า เลซิตินยังอาจทำให้มีการเรียนรู้ดีขึ้น และมีความจำที่ดี รวมทั้งเป็นแหล่งพลังงานสำหรับผู้ที่มีความเครียดสูง จากการศึกษาเลซิตินต่อผลการทำงานของสมองในผู้ป่วยอัลไซเมอร์ (โรคที่มี อาการหลงจนถึงพฤติกรรมเปลี่ยนแปลง) พบว่าการเสริมเลซิตินในขนาดควบคุม ให้ผลในเชิงพฤติกรรมที่เป็นบวก อย่างไรก็ตาม ยังต้องการข้อพิสูจน์และการศึกษาเพิ่มเติมอีก
  จากการศึกษาของไลเบอร์ (Lieber) และคณะในปี1994 ให้ข้อมูลว่า ลิงบาบูนที่มีปัญหาการสะสมไขมันในตับและตับแข็งอันเป็น ผลมาจากแอลกอฮอล์ หากได้รับการเสริมเลซิตินชนิดที่มีฟอสฟาติดิลโคลีน ซึ่งมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูงจะสามารถบรรเทาอาการ ลงได้ นอกจากนี้ การเสริมเลซิตินยังสามารถชะลอปัญหาการสะสมไขมันในตับของลิงบาบูน อันจะนำไปสู่ปัญหาตับแข็งใน ภายหลัง ซึ่งการศึกษานี้จะต้องทำการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมในมนุษย์ต่อไป
 การควบคุมไลโปโปรตีนที่ขนส่งโคเลสเตอรอล คือ “แอลดีแอล” (LDL) และ “เอชดีแอล” (HDL) กลไกของเลซิตินต่อการควบคุมโคเลสเตอรอลมีดังนี้
   ลดการดูดซึมของโคเลสเตอรอลในทางเดินอาหารออกทางลำไส้ใหญ่
และขับถ่ายออกไป
เลซิตินจะมีส่วนในการสร้างไลโปโปรตีนและเร่งปฏิกิริยาการขนย้ายโคเลสเตอรอลออกจากกระแสเลือด
 
 เลซิตินเป็นองค์ประกอบหนึ่งในการสร้างโมเลกุลที่มีบทบาทสำคัญต่อร่างกาย เช่น เอนไซม์ ฮอร์โมน สารเคมี ระบบภูมิคุ้มกันบางชนิด การแข็งตัวของเลือด เป็นต้น
 
เลซิตินเป็นองค์ประกอบหนึ่งในการสร้างโมเลกุลที่มีบทบาทสำคัญต่อร่างกาย เช่น เอนไซม์ ฮอร์โมน สารเคมี ระบบภูมิคุ้มกันบางชนิด การแข็งตัวของเลือด เป็นต้น
 
เลซิตินจะถูกใช้ในการสร้างเยื่อบุผิวเซลล์ต่างๆ เช่น เซลล์เม็ดเลือด เซลล์กล้ามเนื้อ
เซลล์ผิวหนัง รวมถึงเซลล์ของอวัยวะต่างๆ อีกด้วย

วิตามินแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ วิตามินที่ละลายในน้ำและวิตามินที่ละลายในไขมัน การรับประทานเลซิตินจะช่วยให้ร่างกายสามารถนำวิตามินที่ละลายในไขมัน เช่น วิตามินเอ ดี อี และเค ดูดซึมและนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
 เลซิติน
1. เป็นสารต้านการเกิดอนุมูลอิสระหรือสารแอนติออกซิแดนท์ ช่วยป้องกันเซลล์ หรือเนื้อเยื่อในร่างกายมิให้ถูกอนุมูลอิสระทำลาย ทำให้ช่วยชะลอความร่วงโรย ของผิวพรรณ และช่วยลดความเสี่ยงต่อการ เกิดโรคต่างๆ เช่น ต้อกระจกโรคหัวใจ เป็นต้น
2. ทำให้หลอดเลือดยืดหยุ่นได้ดีขึ้น ส่งผลให้เลือดไหลเวียนทั่วร่างกายได้ดีขึ้น
3. จากการวิจัยพบว่า วิตามินอีมีส่วนเกี่ยวข้องกับระบบสืบพันธุ์ โดยอาจลดโอกาสของการเป็นหมัน
4. ช่วยมิให้เลือดแข็งตัวและลดการเกิดลิ่มเลือด

น้ำมันปลา


ร่างกายของมนุษย์สามารถสังเคราะห์กรดไขมันอิ่มตัวและกรดไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียวได้ แต่ไม่
สามารถสังเคราะห์กรดไขมันไม่อิ่มตัวหลายตำแหน่ง จึงจำเป็นต้องได้รับจากอาหาร เราจึงเรียก กรดไขมันไม่อิ่มตัวหลายตำแหน่งนี้ว่า "กรดไขมันจำเป็น" (Essential fatty acids) เช่น กรดไขมัน กลุ่มโอเมก้า-3 และกลุ่มโอเมก้า-6

กรดไขมันจำเป็นจะถูกนำไปใช้ในการสร้าง พรอสตาแกลนดิน (Prostaglandin : PG) ทำหน้าที่ควบคุมระบบการทำงานหลายอย่างใน ร่างกาย เช่นระดับน้ำตาลในเลือด การเจริญเติบโต ของระบบประสาทและตา การแข็งตัวของเลือด ความดันโลหิต การบีบตัวของมดลูก การสืบพันธุ์ ระบบภูมิคุ้มกัน การอักเสบ ความเจ็บปวด เป็นต้น
  
ลดการเกิดลิ่มเลือดในเลือด ช่วยควบคุมระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือด ช่วยควบคุมความดันโลหิตโดยกลไกเกี่ยวกับ พรอสตาแกลนดิน ช่วยควบคุมอาการอักเสบ ปวด บวม ของโรค ปวดข้อ รูมาตอยด์
ป้องกันการอักเสบของโรคผิวหนังบางชนิด ลดความเสี่ยงต่อการเกิดเส้นโลหิตอุดตัน เฉียบพลัน
ลดความหนืดของเลือด ทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ดีขึ้น มีกรดไขมันดีเอชเอที่สำคัญต่อการพัฒนาสมอง และเรตินาของดวงตา
 
คุณสมบัติสำคัญประการหนึ่งของกรดไขมัน โอเมก้า-3 คือ ความสามารถในการลดการ อักเสบและยังส่งผลดีต่อผู้ป่วยโรครูมาตอยด์ (Rheumatoid arthritis) พบว่ามีการใช้กรด ไขมันโอเมก้า-3 ควบคู่ในการรักษาโรครูมา- ตอยด์บ้างในบางกรณีภายใต้การดูแลของ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางโดยกลไกหลัก ในการลดการอักเสบของกรดโอเมก้า-3 คือ การส่งผลต่อการจำกัดสร้างสารที่ก่อให้เกิด การอักเสบที่ชื่อว่า Cytokines นอกจากนี้ ยังพบว่า มีการใช้กรดไขมันโอเมก้า-3 เพื่อลดการอักเสบจากโรคทางเดินอาหาร
ผิดปกติซึ่งส่งผลให้เกิดการดูดซึมอาหาร ที่ผิดปกติและความผิดปกติอื่นๆ กรดไขมันโอเมก้า-3 มีบทบาทสำคัญต่อการลด ความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยกรด ไขมันโอเมก้า-3 จะส่งผลในการลดระดับ ไตรกลีเซอไรด์ และยังส่งผลต่อการต้องการ ลดระดับวีแอลดีแอลในเลือดอีกด้วย ช่วยส่งผล ในการลดการสะสมไขมันในผนังหลอดเลือด  ซึ่งเป็นต้นเหตุหรือปัจจัยก่อให้เกิดโรด หลอดเลือดตีบตันอย่างเฉียบพลันในสมอง หรือหัวใจ นอกจากนี้ยังมีการศึกษาและพบว่า การบริโภคปลาทะเล 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ จะส่งผลต่อการรักษาสุขภาพของหัวใจ

พบว่าหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตรมักได้รับ คำแนะนำให้รับประทานอาหารที่มีองค์ประกอบ ของดีเอชเอ และกรดอะโคคิโดนิก ซึ่งเป็น องค์ประกอบสำคัญอย่างหนึ่งในการพัฒนา เซลล์สมองและการพัฒนาประสาทตาบริเวณ จอตาหรือเรตินาของตา

น้ำมันปลาสามารถลดระดับไตรกลีเซอไรด์ ผู้สูบบุหรี่ที่กินน้ำมันปลาทะเลจะสามารถป้องกันโรค
ถุงลมโป่งพองได้การรับประทานปลาที่มีกรดไขมันกลุ่มโอเมก้า-3 จะช่วยให้เด็กมีการพัฒนาของสมอง
และระบบประสาทอย่างสมบูรณ์ พร้อมมีความจำดีและเรียนรู้ได้รวดเร็ว น้ำมันปลาจะช่วยการทำงานของปอดในคนไข้โรคปอดเรื้อรังให้ทำงานได้ดีขึ้น น้ำมันปลาสามารถป้องกันการแพร่กระจายของ
มะเร็งลำไส้ใหญ่ น้ำมันปลายับยั้งการขยายตัวของมะเร็งปอด และลำไส้ใหญ่
โรคสมองเสื่อมและความจำเสื่อม (Alzheimer's disease and Dementia) จากการให้ DHA ติดต่อ
กัน 6 เดือน พบว่าอาการต่างๆ ดีขึ้น ความจำดีขึ้นช่วยตัวเองได้มากขึ้น เชื่อว่า DHA ไปกระตุ้นเซลล์
ประสาทที่เหลืออยู่ให้ทำงานดีขึ้น
ผู้ที่รับประทานปลาหรืออาหารทะเล 1 ครั้งต่อสัปดาห์ พบว่าลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจได้ถึง 50% ในขณะที่ผู้เสริมระดับกรดไขมันโอเมก้า-3 ในระดับ ผิวของเม็ดเลือดแดงจะลดความเสี่ยงในการเกิด โรคหัวใจได้ถึง 70% การศึกษาให้กรดไขมันอีพีเอ (EPA) ในปริมาณสูงติดต่อกัน 3 เดือน พบว่าปริมาณของไตรกลีเซอไรด์และคอเลสเตอรอลในเลือดลดลง

วันพฤหัสบดีที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

สุขภาพดีกับนิวทริไลท์

สถาบันสุขภาพนิวทริไลท์
คาร์ล เอฟ. เรห์นบอร์ก ผู้ก่อตั้งนิวทริไลท์
เป็นบุคคลแรกที่เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างอาหาร หลากชนิดกับสุขภาพโดยรวมและพลังในการดำเนินชีวิตโดยในปี 1915 ที่ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน เขาได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับอาหารและวิถีการดำรงชีวิตของชาวจีนท้องถิ่น พบว่าผู้ที่อยู่ใกล้ชิดกับผืนดินและรับประทานผักผลไม้ และธัญพืช ในปริมาณมาก มีแนวโน้มที่จะมีสุขภาพดีกว่าผู้ที่อาศัยในเมืองใหญ่ การค้นพบประโยชน์ของสารอาหารที่สกัดจากพืชหรือที่เรียกว่า “ไฟโตนิวเทรียนท์” ในครั้งนี้จึงเป็นที่มาของการคิดค้นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารต่างๆภายใต้แบรนด์ “นิวทริไลท์” ในเวลาต่อมา

เราทุกคนล้วนแสวงหาสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิต ซึ่งสิ่งนั้นก็คือการรับประทานผักและผลไม้หลากชนิดทุกวัน แต่บ่อยครั้งที่เรากลับรู้สึกว่าเป็นเรื่องยากที่ต้องรับประทานผักและผลไม้ให้ได้ตามปริมาณที่แนะนำเป็นประจำทุกวัน นิวทริไลท์คือ ผู้นำด้านไฟโตนิวเทรียนท์
Why Supplementation?
นอกจากนั้น ปัจจัยอื่นๆ เช่น มลพิษการพักผ่อนไม่เพียงพอ ขาดการออกกำลังกายและความเครียด ล้วนเป็นเหตุให้จำเป็นต้องเพิ่มภูมิคุ้มกันแก่ร่างกายด้วยการรับประทานวิตามิน เกลือแร่และไฟโตนิวเทรียนท์
     เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการอย่างสมดุลอันนำมาซึ่งสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ผลิตภัณฑ์นิวทริไลท์ จึงผลิตจากอาหารที่อุดมด้วยไฟโตนิวเทรียนท์ เช่นอัลฟัลฟาวอเตอร์เครสพาร์สลีย์ อะเซโรลาเชอร์รี เป็นต้น
     ซึ่งส่วนใหญ่ปลูกในฟาร์มชีวภาพปลอดสารพิษของเราที่ผ่านการรับรอง จากผลงานวิจัยด้านโภชนาการและความชำนาญที่สั่งสมมานานกว่า 75 ปี เรามั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ทั้งหมดเราผลิตตามมาตรฐานคุณภาพอันเข้มงวดทั้งในเรื่องความปลอดภัยและประสิทธิภาพ

     คาร์ล เอฟ เรห์นบอร์ก ก่อตั้งศูนย์โภชนาการและสุขภาพเรห์นบอร์ก ในปี 2539
และได้พัฒนามาเป็นสถาบันสุขภาพนิวทริไลท์ (Nutrilite Health Institute; NHI)ในปี 2545 ณ เมืองบูเอน่า พาร์ค รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีดร.แซม เรห์นบอร์ก บุตรชายของคาร์ล ดำรงตำแหน่งประธานสถาบัน ปัจจุบันได้เปิดศูนย์สุขภาพสมบูรณ์สูงสุด (Center for Optimal Health; COH) บนพื้นที่34,000 ตารางฟุต เพื่อเป็นศูนย์ประเมินผลด้านสุขภาพ ห้องประชุม ห้องบรรยาย และจัดแสดงนิทรรศการผลิตภัณฑ์นิวทริไลท์ ประวัติความมา และวิทยาการด้านต่างๆ

สถาบันสุขภาพนิวทริไลท์..  ดูวิดีโอ
.
ประตูสู่แบรนด์นิวทริไลท์
ด้วยความร่วมมือกันระหว่างนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย และนักวิชาการกว่า 100 คน ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในด้านต่างๆ เช่น โภชนาการ วิทยาศาสตร์การอาหารพฤกษศาสตร์ เคมี เภสัชศาสตร์ เกษตรกรรม ชีววิทยา สรีรวิทยา และการแพทย์ ทำให้สถาบันนิวทริไลท์สามารถสนับสนุนแบรนด์นิวทริไลท์ผ่านวิทยาศาสตร์ที่มุ่งเน้นเรื่องผลิตภัณฑ์ การวิจัย และการฝึกอบรม ทั้งยังให้ข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ วิทยาศาสตร์โภชนาการ และสุขภาพแก่นักธุรกิจแอมเวย์ทั่วโลกเพื่อช่วยให้ผู้คนทั้งหลายสามารถปรับปรุงโภชนาการของพวกเขาและก้าวไปสู่เป้าหมายแห่งการมีสุขภาพสมบูรณ์สูงสุด
ข้อมูลหลัก

จิตแจ่มใส ปราศจากโรคภัย
     คงไม่ใช่เรื่องของความโชคดีเป็นแน่ แต่เป็นเรื่องของการดูแลใส่ใจเฉพาะตัวบุคคลต่างหากสุขภาพดีต้องดูแลถึงจะอยู่กับเรา ไปนานเท่านาน สุขภาพจะดีแค่ไหนประกอบไปด้วย 2 ปัจจัยหลักคือ “ปัจจัยส่วนบุคคล” และ “ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม
ปัจจัยส่วนบุคคล
ได้แก่ พันธุกรรม เพศ อายุ และวิถีการดำเนินชีวิต จะเห็นว่าพันธุกรรม เป็นสิ่งที่เราเลือกไม่ได้เพราะบรรพบุรุษให้ติดตัวมาแต่กำเนิด เพศและอายุ ต้องเป็นไปตามธรรมชาติ ซึ่ง “วิถีการดำเนินชีวิต” เป็นสิ่งที่มีอิทธิพลต่อ พันธุกรรม เพศ อายุ และความสมบูรณ์ของสุขภาพมากที่สุด เพราะถ้ามี วิถีการดำเนินชีวิตที่ดีก็อาจช่วยชะลอโรคจากพันธุกรรม ชะลอ ความเสื่อมตามวัยได้ ที่สำคัญคือเราสามารถกำหนดรูปแบบวิถีการ ดำเนินชีวิตได้เปลี่ยนแปลงได้และควบคุมได้ด้วยตัวเราเอง
ปัจจัยสิ่งแวดล้อม
ไม่ว่าจะเป็นอากาศ น้ำ ระบบสุขาภิบาล สภาพแวดล้อมทางชีวภาพสภาพแวดล้อมทางสังคม ล้วนส่งผลต่อสุขภาพของเราเช่นกันและก็มีทั้งส่วนที่เราสามารถควบคุมได้และควบคุมไม่ได้
สมดุลของชีวิต
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเลือกอาหารการกิน การออกกำลังกาย
การนอนหลับพักผ่อน ความสัมพันธ์ในสังคม อยู่ในสภาพแวดล้อม
ที่เหมาะสม ตลอดจนวิธีคิดที่ส่งผลต่อสุขภาพจิต ดังนั้นจะเห็นว่า
สิ่งเหล่านี้คือ “วิถีการดำเนินชีวิต” ที่มีบทบาทต่อสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจที่เราควบคุมได้
เกือบทั้งหมด ตัวอย่างเช่น ขยันออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอสัปดาห์ละ 3-5 ครั้ง นอนหลับ
ให้พอเพียงทุกวัน ซึ่งแต่ละคนต้องการจำนวนชั่วโมงการนอนไม่เท่ากัน การจัดการสภาพแวดล้อม
รอบตัว (ที่สามารถควบคุมได้) ให้ถูกสุขอนามัยปรับมุมมองและวิธีคิดบวกเสริมสร้างจิตใจด้านดี
อีกทั้งผ่อนคลายความเครียดด้วยวิธีต่างๆ เหล่านี้เราสามารถปรับเปลี่ยนและปรับปรุงเพื่อให้มี
คุณภาพชีวิตดีขึ้นได้ และในทางเดียวกันนั้นเอง ถ้าปรับวิถีการดำเนินชีวิตด้านต่างๆให้ดีแล้ว
แต่ไม่ใส่ใจเรื่องอาหารการกินยังตามใจปากแต่ลำบากกายแบบนี้ไม่ดีแน่ เพราะการ
มีสุขภาพที่ดีต้องรวมถึงมีโภชนาการที่สมดุลด้วย เสริมสร้างสุขภาพ
 “รักษา-เสริมสร้าง-ป้องกันสุขภาพของเรา” ให้ดีได้ตลอดไปต้องได้รับสารอาหาร
ทางโภชนาการอย่างพอเพียงสารอาหารตามที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันมีด้วยกัน 6 กลุ่ม
ได้แก่ โปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต วิตามิน เกลือแร่ น้ำ และยังมี “กลุ่มไฟโตนิวเทรียนท์”
ซึ่งเป็นพฤกษเคมีที่มีอยู่ในพืช ผัก ผลไม้ต่างๆ ที่ได้รับการยอมรับว่ามีประโยชน์ต่อร่างกาย
เราอย่างมากอีกด้วย


     ปัจจุบันมีโรคภัยร้ายแรงเกิดขึ้นมากมาย แต่ที่ถูกกล่าวขานว่าร้ายแรงและเฉียบพลันที่สุด ก็คือ “โรคหัวใจและหลอดเลือด” เพราะมะเร็งที่ว่าร้ายกาจ คุณก็ยังทราบล่วงหน้าถึงโรคภัยที่เกิดกับคุณ แต่โรคหัวใจเปรียบเสมือนมหัตภัยมืดที่สามารถจู่โจมคุณได้ตลอดเวลา โดยที่คุณอาจจะไม่รู้ตัวล่วงหน้าและไม่ทันได้บอกลาใครเลย...
“การป้องกัน” จึงเปรียบเสมือนการรักษาที่ดีที่สุด แล้วเราจะป้องกันอย่างไร? คำตอบสุดท้ายคือ “ดำเนินชีวิตอย่างถูกต้อง” และ “มีโภชนาการที่สมดุล


น้ำมันปลา (Fish Oil)

     มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูงชนิดโอเมก้า 3 ที่สำคัญ 2 ชนิดคือ อีพีเอ (EPA) และดีเอชเอ (DHA) พบมากในเนื้อและหนังปลาทะเลหลายชนิด เช่น ปลาแซลมอน ปลา-ทูน่า ปลาเทร้าท์ ปลาแมคเคอเรลหรือกลุ่มปลาทู ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

เลซิติน (Lecithin)
     เลซิตินสามารถละลายได้ทั้งในน้ำและน้ำมัน มีหน้าที่หลักคือสร้างสารไลโปโปรตีน เพื่อการขนส่งไขมันทั้งไตรกลี-เซอไรด์และโคเลสเตอรอลในเลือด เลซิตินส่วนใหญ่ได้มาจากการสกัดจากถั่วเหลือง ซึ่งให้เลซิตินชนิดที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูงในสัดส่วนที่สูง



 กระเทียม (Garlic)
    กระเทียมให้รสชาติเผ็ดร้อนและกลิ่นเฉพาะตัวมีไฟโตนิว-เทรียนท์หลายชนิดมนุษย์รู้จักการใช้กระเทียม เพื่อการรักษาโรคมานานนับพันปีสารในกระเทียมช่วยออกฤทธิ์ป้องกันโรคหลอดเลือดได้

 ชาเขียว (Green Tea)
     ชาวญี่ปุ่นที่ดื่มชาเขียวเป็นประจำจึงมีอุบัติการณ์ของโรคหัวใจและหลอดเลือดต่ำ เนื่องจากชาเขียวมีองค์ประกอบของสารไฟโตนิวเทรียนท์หลายชนิดที่ให้ผลต่อการป้องกันปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด สารสำคัญที่พบคือ อีจีซีจี (EGCG) หรือ แคททิชิน (Catechin)


 โคเอนไซม์คิวเท็น (Co Q10)
       โคเอนไซม์คิวเท็นมีส่วนสำคัญในกลไกการสร้าง ATP ในไมโตคอนเดรีย เพื่อสร้างพลังงานให้เซลล์ หัวใจเป็นอวัยวะที่ต้องการพลังงานสูง เพราะต้องทำงานตลอดเวลา เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจจึงมีไมโตคอนเดรียปริมาณสูงมากกว่าเซลล์อื่น เป็นผลให้ความต้องการโคเอนไซม์คิวเท็นสูงขึ้นตามไปด้วย เพื่อช่วยให้การทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจมีประสิทธิภาพ

วิตามินบีคอมเพล็กซ์ (Vitamin B Complex)
     สารอาหารกลุ่มวิตามินบีหลายตัวมีส่วนช่วยในการป้องกันความผิดปกติของระบบเมแทบอลิซึม ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเผาผลาญพลังงาน การสันดาปสารอาหารในร่างกาย ช่วยให้หลอดเลือดหัวใจทำงานปกติ เช่น กลไกการสะสมไขมันในผนังหลอดเลือด กลไกการเกิดภาวะอักเสบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารอาหารกลุ่มวิตามินบี 3 (ไนอะซิน) วิตามินบี 6 วิตามินบี 12 และโฟเลต